6 วิตามิน เพิ่มพลังทางเพศ เสริมหนุ่มๆให้ ฟิตปั๋ง

6 วิตามิน เพิ่มพลังทางเพศ เสริมหนุ่มๆให้ ฟิตปั๋ง สำหรับผู้ชายในวัยหนุ่มโดยส่วนใหญ่ ความต้องการทางเพศและความฟิตพร้อมออกรบเป็นสิ่งที่พวกหนุ่มต้องการกันทุกคน อย่างไรก็ดีมันอาจเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากสำหรับหนุ่มๆที่จะรักษาความฟิตของตัวเองให้ยืนยาว เนื่องจากสุขภาพทางเพศของพวกเขามักได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัยอย่างเช่น อายุ สิ่งแวดล้อม  หรือแม้กระทั่งการรักษาอาการเจ็บป่วย นอกเหนือจากปัจจัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่คุณสามารถช่วยเพิ่มพลังทางเพศของคุณให้ฟิตปั๋งได้ นั่นก็คือการกินอาหารดีๆที่มีวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย วิตามินต่อไปนี้เป็นวิตามินที่มีประโยชน์สำหรับสุขภาพทางเพศของคุณผู้ชาย มีวิตามินอะไรบ้างเราไปดูกันเลย 1. วิตามินซี วิตามินซี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งช่วยป้องกันอนุมูลอิสระไม่ให้ลดระดับกรดไนตริกในร่างกายลง การรักษาระดับกรดไนตริกมีความสำคัญเนื่องจากปริมาณความเข้มข้นของกรดไนตริก แปรผันโดยตรงกับความเข้มข้นของออกซิเจนในร่างกาย เพื่อให้ได้รับวิตามินซีคุณควรรับประทานผลไม้บางประเภท เช่น มะนาว กีวี่ฟรุต  เบอรรี่ผลสด และส้ม   2. วิตามินอี ในเรื่องของสุขภาพทางเพศ ผลของวิตามินอีมีสมรรถภาพในการช่วยเสริมสร้างฮอร์โมนเพศ ความปรารถนาและอารมณ์ วิตามินอีไม่เพียงแค่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพ ในการช่วยลดสัญญาณแห่งความชราได้เท่านั้น แต่ยังช่วยต่ออายุสุขภาวะทางเพศของคุณได้โดยทางอ้อมอีกด้วย เป็นเรื่องง่ายที่จะมองหาวิตามินอีในปริมาณมากได้ในเมล็ดสน ถั่วลิสง อัลมอนด์  และผักโขม 3. วิตามินเอ ภาวะขาดวิตามินเอ สัมพันธ์กับการขาดการผลิตฮอร์โมนเพศในทั้งผู้ชายและผู้หญิง อาจส่งผลให้เกิดภาวะอัณฑะฝ่อสำหรับผู้ชาย และภาวะรังไข่ฝ่อสำหรับผู้หญิง วิตามินเอสามารถพบได้ในผลไม้และผักบางประเภท เช่น พริก แอปริคอต แครอทและอื่นๆ 4. ซิทรูลีน ซิทรูลีนเป็นสารพฤกษเคมีที่วารสาร […]

Continue Reading

ทดลองกินอาหารเพื่อทดสอบอาการแพ้ อันตรายกว่าที่คิด

ทดลองกินอาหารเพื่อทดสอบอาการแพ้ อันตรายกว่าที่คิด เรื่องของการแพ้อาหารยังมีคนบางส่วนใช้วิธีการทดลองกินเพื่อทดสอบอาการแพ้อยู่ โดยหารู้ไม่ว่าวิธีดังกล่าวนั้นเป็นอันตรายกว่าที่ใครหลายคนคิด วันนี้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับการแพ้อาหารมาฝากเพื่อทำการศึกษาและเรียนรู้ไปพร้อมกัน ไม่ดูกันเลย โดยปกติแล้วอาการแพ้อาหารจะสามารถรับรู้ได้ด้วยการกินซึ่งเป็นวิธีพื้นฐานในการทดสอบอาหารแพ้ แต่ถ้าหากใครเคยมีอาการแพ้ต่ออาหารชนิดใดชนิดหนึ่งอยู่แล้วก็ไม่ควรกินซ้ำอย่างเด็ดขาด เพราะอาจจะทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ เนื่องจากอาการแพ้ในแต่ละคนไม่เท่ากัน บางรายมีอาการแพ้เพียงเล็กน้อยแต่บางรายอาจมีอาการแพ้รุนแรงซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ นอกจากการกินแล้วก็ยังมีวิธีอื่นๆเพื่อทดสอบอาการแพ้อาหารอีก ได้แก่ การตรวจเลือดเพื่อดูระดับสารภูมิคุ้มกันต่ออาหารชนิดนั้นๆหรือการตรวจทางผิวหนัง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการตรวจในรูปแบบนี้อาจเป็นเพียงหลักฐานประกอบการวินิจฉัยเท่านั้น เพราะจะช่วยพยากรณ์ได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ถึงอย่างไรการกินก็ยังเป็นวิธีการตรวจที่มาตรฐานที่สุด ถ้าหากในกรณีที่เคยมีอาการแพ้รุนแรงหรือมีความทรงจำที่ไม่ดีเกี่ยวกับการแพ้ การตรวจด้วยวิธีนี้ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพราะถ้าหากลองกินอาหารเพื่อทดสอบอาการแพ้ด้วยตนเองโดยไม่มีแพทย์ดูแลอาจมีอาการแพ้รุนแรงจนช็อคและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ สาเหตุของการแพ้อาหารปัจจัยหลักคือพันธุกรรม ซึ่งหากพบว่าครอบครัวไหนมีสมาชิกที่มีอาการแพ้อาหาร เด็กที่เกิดมาในครอบครัวนั้นก็มีอัตราความเสี่ยงอยู่ที่จะแพ้อาหารชนิดเดียวกันกับคนในครอบครัว ซึ่งอาการแพ้อาหารยังทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้ด้วย เช่น หอบหืด  แพ้อากาศ ผื่นผิวหนัง ลมพิษ  เป็นต้น ในเด็กที่มีความเสี่ยงอยู่แล้ว ควรเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย 6 เดือนเพื่อสร้างภูมิต้านทาน ช่วยป้องกันอาการแพ้อาหารในเด็กได้ในระดับหนึ่งหรือไม่ทำให้เป็นโรคนี้มากขึ้นไปจนถึงโรคภูมิแพ้ในทางเดินหายใจ อาการแพ้อาหารที่พบบ่อยคือการเกิดผื่นหรือเป็นลมพิษ อาจเป็นที่ใบหน้าหรือตามตัว ระดับการเกิดมากหรือน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล หากเกิดในระบบทางเดินหายใจ อาการแสดงคือหายใจลำบาก หากเกิดในระบบทางเดินอาหาร อาการแสดงคืออาเจียน ถ่ายเหลว หรือถ่ายเป็นมูกเลือด เป็นต้น ระยะเวลาในการเกิดอาการแพ้หลังร่างกายได้รับสารจะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลและระดับอาการ หากมีอาการแพ้รุนแรงจะเกิดภายในระยะเวลาที่ค่อนข้างรวดเร็ว โดยอาการแพ้จะแสดงผลได้ตั้งแต่ระยะเวลาเป็นนาทีหรือเป็นชั่วโมง แต่ส่วนมากจะเกิดภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง อาการแพ้อาหารนอกจากจะเกิดกับคนที่เป็นแต่กำเนิดแล้ว ยังพบว่าบางรายมีอาการแพ้อาหารชนิดหนึ่งตอนโต ซึ่งในตอนเด็กๆ ไม่เคยแพ้อาการชนิดนั้นมาก่อน […]

Continue Reading

น้ำมูกไหลมาก รักษาได้หรือไม่

น้ำมูกไหลมาก รักษาได้หรือไม่ ภาวะน้ำมูกไหลที่เราคุ้นเคยอาจแสดงออกถึงไข้หวัด แต่ในบางครั้งก็อาจแสดงออกถึงปัญหาอื่นได้เช่นกัน อย่างในกรณีที่มีน้ำมูกไหลมากนั้น หลายคนอาจยังสงสัยอยู่ว่าเกิดจากอะไรและรักษาได้หรือไม่ ในภาวะน้ำมูกไหลมากบางรายพบว่ามีอาการน้ำมูกไหลต่อเนื่องหลายเดือน และอาจพบว่ามีน้ำมูกไหลมากในบางเวลา เช่น หลังตื่นนอน บางรายทานของเผ็ดหรือของร้อนก็ส่งผลให้เกิดน้ำมูกไหล และมีอาการเรื้อรัง โดยสาเหตุของการเกิดภาวะน้ำมูกไหลมากนั้นมีหลายอย่างด้วยกัน หากพบแพทย์ แพทย์จะทำการจำแนกดูก่อนว่าใช้น้ำมูกจริงหรือไม่ ในกรณีที่เป็นน้ำมูกจริงนั้น สาเหตุหลักของการเกิดน้ำมูกคือจมูกมีการสร้างสารคัดหลั่งขึ้น ซึ่งเกิดได้จากสาเหตุหลายอย่างด้วยกัน เช่นไซนัสอักเสบ  ภูมิแพ้  หรือกระทั่งมะเร็งในโพรงจมูก ที่มักพบในผู้สูงอายุ สาเหตุที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ ได้แก่ เกสรดอกไม้ ไรฝุ่น  ขนสัตว์ และอื่นๆ หากพบแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมภายในบ้านว่ามีความเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เช่น การมีสัตว์เลี้ยงในบ้าน เป็นต้น ซึ่งอาจแสดงถึงสาเหตุของภาวะน้ำมูกไหลมากที่เกี่ยวข้องกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตามที่กล่าวไปในข้างต้นถึงตัวโรคที่ทำให้เกิดภาวะน้ำมูกไหลมากนั้นมีหลายอย่างด้วยกัน ตั้งแต่โรคหวัดธรรมดา ไซนัสอักเสบ  ภูมิแพ้  ไปจนถึงโรคที่มีความอันตรายอย่างโรคมะเร็งโพรงจมูก ดังนั้นหากพบว่ามีภาวะน้ำมูกไหลมากเกิดขึ้น ควรพบแพทย์จะดีที่สุดเพื่อตรวจหาสาเหตุที่แน่ชัดและรับการรักษาที่ถูกต้อง Please follow and like us:

Continue Reading

น้ำผึ้งมีคุณประโยชน์ต่อผิวอย่างไร

น้ำผึ้งมีคุณประโยชน์ต่อผิวอย่างไร น้ำผึ้งนั้นถือเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่ถูกใช้เพื่อความงามมาตั้งแต่สมัยโบราณและยังคงใช้มาจนถึงปัจจุบัน  คุณรู้ไหมว่าน้ำผึ้งสามารถนำมาใช้เพื่อความงามต่อผิวพรรณของคุณผู้หญิงได้อีกด้วย เรามาดูกันเลยว่าคุณสมบัติของน้ำผึ้งมีอะไรบ้าง 1. น้ำผึ้งมีคุณสมบัติในการทำความสะอาด คุณผู้หญิงสามารถใช้น้ำผึ่งเป็นส่วนผสมในการล้างหน้าได้ด้วยนะคะ เพราะเมื่อเอนไซม์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติในน้ำผึ้งได้รวมตัวกับน้ำแล้วจะเกิดคุณสมบัติฆ่าเชื้อ หรือแอนตี้เซปติก ทำให้สามารถทำความสะอาดผิวจากสิ่งสกปรกได้ดี และยังอ่อนโยนไม่ทำลายน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวของคุณผู้หญิงที่มีอยู่ตามธรรมชาติอีกด้วย 2. น้ำผึ้งช่วย ต่อต้านริ้วรอย Anti-aging อีกคุณสมบัติหนึ่งในครีมบำรุงผิวที่สาววัย 30 กว่า ๆ เริ่มมองหาก็คือคุณสมบัติ anti-aging หรือชะลอความร่วงโรยของผิว เพราะผิวนั้นสร้างสารอนุมูลอิสระ หรือ free-radical ขึ้นมาตลอดเวลา ยิ่งสร้างเยอะผิวก็ยิ่งโทรมไว น้ำผึ้งซึ่งมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่ต่อต้านการเกิดของอนุมูลอิสระได้จึงตอบโจทย์ข้อนี้ไปได้เต็มๆ 3. น้ำผึ้งช่วยปกป้องผิวจากเชื้อโรค น้ำผึ้งมีคุณสมบัติโดยธรรมชาติซึ่งมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ช่วยต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย และจุลินทรีย์ได้ จึงช่วยปกป้องผิวของคุณจากสิ่งสกปรกได้ดี ทั้งยังช่วยรักษาบาดแผล ผื่นแดง และอาการติดเชื้อที่ผิวหนังด้วย 4. น้ำผึ้งมีคุณสมบัติในการรักษาบาดแผลตามผิวหนัง อย่างที่ได้บอกไปเมื่อประโยชน์ของน้ำผึ้งก่อนหน้านี้ว่า น้ำผึ้งมีคุณสมบัติเป็นตัวต่อต้านเชื้อจุลินทรีย์ และเชื้อจุลินทรีย์ ซึ่งสามารถช่วยป้องกันอาการอักเสบของผิวหนังได้ ทำให้แผลหายได้ไวขึ้น นอกจากนี้เมื่อความหวานของน้ำผึ้งได้สัมผัสกับของเหลวที่ซึมออกจากบาดแผล ก็จะของเหลวเกิดคุณสมบัติเปลี่ยนเป็นไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์แบบอ่อน ๆ ช่วยให้แผลหายไวขึ้นอีกแรงหนึ่งด้วย 5. น้ำผึ้งสามารถใช้เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้อย่างดีเยี่ยม คุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวจากน้ำผึ้งนี้โด่งดังเป็นอันมาก จนมันได้กลายเป็นส่วนผสมสำคัญในการผสมมาส์กหรือสครับแบบโฮมเมด หรือคุณจะพอกหน้าด้วยน้ำผึ้งเดี่ยว ๆ ก็ได้นะคะ […]

Continue Reading

5 อาหารป้องกันหวัด

5 อาหารป้องกันหวัด อาหารไทยไม่เพียงให้ความอร่อยยังสามารถแก้หวัดได้ มีหลายๆคนเป็นหวัดเรื้อรัง จึงมีคำถามมาว่ากินอาหารประเภทไหนดีจึงจะต้านหวัดได้และทำให้บรรเทาการเจ็บคอไอและมีน้ำมูก หลายๆ คนบอกว่ากินส้มมากๆจะช่วยให้หายหวัด เพราะส้มมีวิตามินซี แต่ความจริงแล้วอาหารที่มีวิตามินซีต้องกินทุกๆ วัน จะป้องกันการเป็นหวัดได้ แต่ถ้าเป็นแล้ววิตามินซีช่วยน้อยมาก แต่ถ้าเรากินอาหารครบห้าหมุ่ และกินผลไม้และผักที่มีวิตามินซีสูงเป็นประจำ โอกาสที่จะเป็นหวัดน้อยกว่าคนที่ไม่ชอบกินผลไม้และผักที่มีวิตามินซี  ถ้าจะสรุปง่ายๆ ก็พูดได้ว่าวิตามินซีป้องกันหวัดได้ ถ้ารู้ตัวว่าร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ติดหวัด เป็นหวัดง่าย ก็ต้องกินผักและผลไม้ให้วิตามินซีมากๆ เช่น ส้ม  มะม่วง มะละกอสุก  ฝรั่ง ชมพู่ สับปะรด ส้มโอ มะขาม พุทรา  แตงโม ฯลฯ ถ้าเป็นแล้วนอกจากตจะต้องพักผ่อนให้เพียงพอแล้ว ควรดื่มน้ำอุ่น กินอาหารให้ครบคุณค่า และ สำหรับอาหาร 5 อาหารที่ป้องกันหวัดได้ ได้แก่ 1. กระเทียม ช่วยลดอาการหวัด จะเติมลงในอาหารหรือเคี้ยวสด ๆ วันละ 1-2 กลีบก็ได้ 2. ดื่มน้ำมาก ๆ แทนที่จะดื่มกาแฟ น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มที่มีรสหวาน […]

Continue Reading